จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

หลวงปู่ทวด หลังเตารีด ปี05





          การศึกษาพระหลวงปู่ทวดหลังเตารีด ปี 05 นั้นลองพิจารณาดูถึงเนื้อโลหะ ส่วนใหญ่จะเป็น ทองแดง แล้วจะมีทองคำผสมอยู่ตามสูตรการสร้างพระหล่อโบราณ เราจะได้เนื้อพระออกมาสีเหมือน มะขามเปียก ซึ่งเป็นที่ต้องการหาของนักสะสมพระ แต่ก็จะมีเป็นเนื้อที่แก่ทองเหลืองอยู่บ้าง แก่เงินอยู่บ้างซึ่งสีของโลหะก็จะแตกต่างกันออกไป แต่คุณสมบัติของโลหะของทองคำที่ผสมอยู่นั้น ทางกายภาพเราสามารถตรวจสอบได้โดยการชั่งน้ำหนักเบื้องต้นว่าตึงมือหรือไม่  ถ้าตึงมือก็จะมีทองคำผสมอยู่ ถ้าเบาหรือหนักเฉยๆแสดงว่าไม่มี ทองคำผสมอยู่เลย ถือว่าผิดตำราการสร้างพระ และบูชาครูบาอาจารย์
          ส่วนวิธีการสร้างพระ โดยการหล่อโบราณซึ่งทำจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะใช้วิธีแบบหล่อช่อ ซึ่งจะมีทั้งแบบแนวขวาง  และแบบแนวตั้ง แต่หลวงพ่อทวดเตารีด ปี 05 ส่วนใหญ่จะใช้แบบแนวขวาง โดยแกะหุ่นขี้ผึ้ง แล้ววางเรียงกันในแนวขวาง ไล่ระดับการวางประมาณ 30 องศา แล้วเทไปตามรางให้ไหลลงไปตามรางจะสร้างพระได้ทีละหลายๆองค์
          ลักษณะพระที่ได้ออกมา จะมีความคมชัดลึกมี มิติของการแกะจากหุ่นขี้ผึ้ง โดยใช้หลักการเดียวกันที่ว่า แกะจากด้านขวามือก่อน ทางขวามือจะดูลึกกว่าทางด้านซ้ายมือ  และจากการเทพระแบบแนวขวางนี้ พระที่ได้ออกมานั้นขอบด้านล่าง ขวาซ้ายจะไม่เท่ากัน ซึ่งจะคว่ำหน้าในตอนเท ซ้ายมือของพระก็จะหนากว่านั่นเอง ส่วนด้านหลังขององค์พระนั้น ถ้าพระอยู่ด้านล่างสุด หลังก็จะเต็ม ส่วนที่อยู่กับต้นๆของรางหลังองค์พระก็จะปรากฏแอ่งขึ้นมา และอีกอย่างที่สำคัญจะต้องมีรูไล่ขี้ผึ้งออกอยู่ตรงปลายแหลมปรากฏอยู่ เพื่อกันไม่ไห้เบ้าแตกจะต้องมีขี้ผึ้งอยู่และจะแทรกอยู่ในเนื้อโลหะอยู่ด้วย พระถึงดูมันฉ่ำตลอด





 เมื่อล้างแล้วจะเห็นว่าเนื้อโลหะออกสี ของนากซึ่งเป็นการผสมของทองแดงกับทองคำ แต่จริงแล้วแค่จับดูก็รู้แล้วว่ามีทองคำผสมอยู่หรือไม่ ขอให้ตึงมือหรือหน่วงมือ เพียงแค่นี้ก็เป็นใช้ได้ เพราะคุณสมบัติของโลหะไม่เคยหลอกลวงใครได้ แล้วเราจะสังเกตยังไงว่าพระล้างมันเก่า ต้องดูในรอยตะไบจะเห็นถึงคราบอ็อกไซด์ที่หลงเหลืออยู่
                 ป.ล.แต่ขอแนะนำนะครับ ถ้าไม่มีครามรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้วอย่าล้างพระเดี๋ยวผิวจะเสีย

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

พิจารณาพระโลหะ ด้วยวิทยาศาสตร์เบื้องต้น


การศึกษาพระโลหะ

          พระโลหะต่างๆนั้นถ้าเราศึกษาอย่างจริงจังแล้วนั้น เราต้องพิจารณาดูว่าโลหะที่เป็นมงคลนั้น คนสมัยโบราณท่านใช้โลหะอะไร ซึ่งคงจะไม่พ้น ทองคำ เงิน นาก( ทองแดง ผสม ทองคำ ) ซึ่งไม่ว่าจะทำพระชนิดใดจะต้อง มีโลหะมงคลผสมอยู่ไม่มากก็น้อย ดังนั้นในการพิจารณาว่าเป็นพระแท้ หรือพระปลอมจะต้องนำคุณสมบัติของโลหะ ของแต่ละชนิดมาพิจารณาประกอบด้วย เพราะโลหะแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะตัว หรือที่เรียกว่า ค่าความถ่วงจำเพาะ (หรือค่าความหนาแน่นของโลหะ) ซึ่งโลหะในแต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน โดยนำมาเทียบกับน้ำ ที่มีค่าเป็นหนึ่ง

ตารางความหนาแน่นของสสารชนิดต่าง ๆ
         ค่าความหนาแน่นในหน่วย kg/m3
ค่าความถ่วงจำเพาะ
อิริเดียม                  22650

ออสเมียม               22610

แพลทินัม               21450

ทองคำ                   19300
      19.300
ทังสเตน                 19250

ยูเรเนียม                19050

ปรอท                     13580

แพลเลเดียม            12023

ตะกั่ว                      11340
                11.340
เงิน                        10490
     10.490
ทองแดง                   8960
    8.960
เหล็ก                        7870

ดีบุก                         7310

ไทเทเนียม                4507

เพชร                        3500

อะลูมิเนียม               2700

แมกนีเซียม               1740

น้ำทะเล                  1025

น้ำ                         1000
1.000
 
จะเห็นได้ว่าทองคำ มีค่าความหนาแน่นสูงมาก เมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่นๆ เป็นดั่งคำที่นักสะสมพระท่านสอนไว้ว่า ให้เก็บพระที่ตึงมือสำหรับพระโลหะ  จากที่เราดูคุณสมบัติของโลหะ เพียงเราหยิบมาก็จะรู้แล้วว่า มีทองคำผสมอยู่หรือไม่ เพราะถ้าไม่มีทองคำผสมเราจะถือว่าเป็นพระปลอมทั้งหมด มันเป็นการผิดสูตรการทำพระโบราณแต่นี่เป็นเพียงการพิจารณาขั้นตอนแรก แต่ได้ผลมากกว่าการใช้เพียงตาดู หลังจากนั้นเราจะมาพิจารณาต่อไป ถึงศิลปะการสร้างพระ ในแต่ละวิธี เช่น 
1.       แบบเบ้าทุบ
2.       แบบบล็อกประกบตัดช่อ
3.       แบบเทลงเบ้า ในเนื้อชินต่าง
     อีกทั้งเรายังนำคุณสมบัติเหล่านี้ ไปตรวจสอบว่าเป็นทองชุบหรือเปล่า โดยการใช้เทียบปริมาตรกับน้ำหนัก โดยการนำทองคำไปใส่ลงในภาชนะที่มีน้ำอยู่เต็ม เพื่อไปทดแทนปริมาตร  ทองหนัก 1 บาท ได้ปริมาตร เท่านี้ นำไปเทียบกับโลหะที่ต้องการวิเคราะห์ต่อไป

พระสมเด็จ พิมพ์ฐานแซม



วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่




การดูพระสมเด็จว่าสวยงามอย่างไรนั้น ถ้าดูตรงๆก็จะมองไม่เห็นมิติต่างๆขององค์พระ ต้องดูระยะห่างจากสายตา ประมาณ 1 ฟุต เอียงพระสัก 30 องศา ก็จะเห็นว่า องค์พระจะลอยเด่นขึ้นมา แสดงให้เห็นความอลังการของฝีมือช่างสมัยโบราณ กับงานแกะแม่พิมพ์ออกมาได้อย่างละเอียดสมส่วน สวยงาม และที่สำคัญ เป็นการสืบสานศิลปการออกแบบพระเครื่องไว้ให้ศึกษาต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่






พระสมเด็จ วัดระฆังพิมพ์ใหญ่  ตามหลักการการแกะของแม่พิมพ์ของช่างสิบหมู่หรือช่างหลวงนั้นสืบทอดการแกะ กดและงัดขึ้น ยังต้องดูเส้นบังคับพิมพ์ แล้วต้องดู มิติความแตกต่างตามธรรมชาติของการแกะ ที่มีระดับความสูงต่ำ  ความกว้างและบางขององค์พระ และตัวซุ้ม ที่ไม่เท่ากัน ยังจะต้องมีลักษณะของการแคะองค์พระออกจากแม่พิมพ์หินลับมีดอีกด้วย และลอยการปิ้นของตัดขอบซึ่ง สมเด็จวัดระฆัง จะตัดจากหน้าไปหลัง  ซึ่งพิมพ์ถูกต้องแล้วโอกาสที่จะได้สมเด็จแท้ 70 %  เมื่อพิมพ์ถูกต้องก็มาดูเนื้อมวลสารพระ ความหนึบนุ่มแต่ต้องแห้ง แล้วจะต้องดูให้ออกว่าเป็นการตำ หรือ บดอัด เนื้อพระจะมีลักษณะการกอดเป็นก้อนๆ เพราะการสูญเสียน้ำ อยู่ใต้ผิวของพระ ที่ผิวของพระจะสัมผัสกับอากาศที่มีความชื้นอยู่จึงทำให้มองด้วยตาเปล่าจะไม่รู้สึกว่าพระนั้นเก่า ต้องมองด้วยกล้องถึงจะเห็น และเนื้อทั้งองค์ของพระจะต้องไม่เหมือนกัน ซึ่งเกิดจากการตำ และมวลสารที่แตกต่าง  ส่วนลักษ์ที่ทาอยู่ เมื่อหดตัวมากๆ จะเหมือนการดึงตังเม ปลายจะเล็กลงเรื่อยๆ คือขอบของการหดนั้นจะเล็กนั่นเอง และที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างคือ แป้งรองพิมพ์ก่อนการกดเนื้อพระลงไปในแม่พิมพ์ จะปรากฎให้เห็นบางๆ
  ข้อสำคัญในการดูพระสมเด็จสายวัดระฆัง
 1. การแกะแม่พิมพ์เป็นไปตามการสร้าง การกดและงัดขึ้น จากขวาไปซ้ายมือ
 2. จดจำแม่พิมพ์ต่างๆ ของพระสมเด็จ วัดระฆังให้แม่น เอกลักษณ์เกศจะต้องไม่ตรง
 3. ดูเนื้อพระให้ออกว่าเป็นเนื้อตำ หรือเนื้อบดอัด และดูความเก่าให้ออก ซึ่งก็คือการหดตัวจับเป็นก้อนๆ
 4. ดูรอยตัดของเส้นบังคับ การตัดขอบจากหน้าไปหลัง และร่องรอยการแคะเอาพระออกจากแม่พิมพ์
 5. ดูแป้งรองพิมพ์ว่ามีอยู่หรือไม่

สมเด็จปรกโพธิ์บางขุนพรหม เนื้อเขียวก้านมะลิ